รีวิว “เรียนต่อญี่ปุ่น” แบบโหด ล่า(งาน) ฮากับเงินติดตัวแค่ 10,000 บาท!!

เรียนต่อญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นการข้ามน้ำข้ามทะเลมาญี่ปุ่นของโอชินเนี่ย ขอบอกเลยว่าเข้าตำราชีวิต โหด มัน ฮามาก…..

ต้องหาข้อมูลนั่นนี่ ต้องเตรียม statement เกือบล้าน (อันนี้ทรหดสุดเพราะ เรื่องเงินเรื่องใหญ่) กว่าจะได้เป็นดาวโดดเด่นที่แดนปลาดิบไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดีที่ได้ขวัญกำลังใจจากรุ่นน้องที่เคยไปเรียนญี่ปุ่นมาว่า

“ที่นั่นเรียนไปทำงานไปได้นะพี่!!!””

(แล้วค่าแรงก็หลายหมื่นบาท ชนิดเด็กจบใหม่ในไทยยังไม่ได้เท่านี้) ฮึด! บอกเลยว่าฮึด!!! ตอนนั้นโอชินคิดในใจทันทีว่าฉันจะไปให้ได้!!!

เอาจริงๆเรื่องนี้เคยเขียนเล่าใน Pantip ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ไหนๆก็มาเปิดเว็บของตัวเองเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็ขอมาอัพเดตในบล็อกของตัวเองกันซะหน่อยเนอะ

อย่าลืมหาข้อมูล “วีซ่านักเรียน” ทำงานถูกกฎหมายในญี่ปุ่นได้หรือไม่?

การไปแอบทำงาน ไปเป็นผีน้อยมันไม่ใช่ทางของโอชิน เราต้องเฉิดฉายได้โดยไม่ต้องคอยหลบใครเพราะ ทางนี้พี่จะเดิน5555

ในตอนนั้นก็หาจนได้ข้อมูลมาว่า วีซ่านักเรียนในญี่ปุ่นสามารถทำงานได้จริงอย่างถูกกฎหมายค่ะท่านผู้โช้มมมม แต่มีกฎนิดหน่อยว่าทำได้แค่อาทิตย์ละไม่เกิน 28 ชั่วโมง พอรู้แบบนี้เครื่องคิดเลขลอยมาเข้ามือทันที

ค่าแรง 1 ชั่วโมงในโตเกียวอยู่ที่ 1,000 เยน 

คิดเป็นเงินไทยประมาณ 300 บาท 

ทำตามเกณฑ์คือ 28×4= 112 ชั่วโมง 

112 x 1,000เยน = 112,000 เยน 

จะได้เงินประมาณ 33,600 บาท

โอ้โหห เส้นทางเศรษฐีนีชัดๆ! ต้องปังแน่แบบไม่จกตา ปังแน่!

สำหรับใครที่กำลังมีแพลนจะไปเรียนต่อในญี่ปุ่นและอยากรู้ว่าราคาค่าแรงต่อชั่วโมงของแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น อัพเดตเป็นราคาชั่วโมงละเท่าไหร่แล้ว คลิกไปอ่านบทความด้านล่างได้เลย

โอชินพา “เล่า” ค่าเทอมคอร์สเรียนภาษาในญี่ปุ่น

พอปักธงแล้ว ใยต้องรอช้ากันอีกจึงรีบขอชื่อโรงเรียนที่รุ่นน้องเคยไปมา แถมที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่ชานเมืองให้หงอยเหงาแต่ราตรีนี่เป็นของเราเพราะ โรงเรียนอยู่”โตเกียว” แสงสีพร้อม!! โอชินก็พร้อม ใจไปนู่นแล้วแต่ตัวยังต้องรีบทำเรื่องทั้งๆที่ตื่นเต้นนี่แหละ

ในส่วนของราคาค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการไปเรียนคอร์สภาษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น โอชินได้อัพเดตราคาล่าสุดไว้ให้ในอีกบทความหนึ่งแล้วค่า คลิกไปอ่านด้านล่างได้เลย

บอกก่อนนะคะ ว่าก่อนมาเนี่ยโอชินไม่ได้มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นระดับเทพแต่อย่างใด

อะไรจะทำให้คนสกิลภาษาญี่ปุ่นงูๆปลาๆอย่างโอชินรู้สึกปริ่มไปมากกว่าการที่โรงเรียนบอกว่า

สามารถไปได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเลยก็ได้ เพราะ ที่นู่นมีสอนต้งแต่ระดับต้นเหมือน ก – ฮ

ถือว่าอันนี้เบาใจไปหนึ่งเปราะ!!

แต่มาตาตั้งร้องบร๊ะจ้าวววววว~

ตอนที่เห็น invoice ของค่าเทอม 1 ปี และค่าหอพัก 3 เดือนนี่แหละ!!!!! ตอนนั้นคือปี 2015 นะคะ

โดนค่าเทอมไปทั้งหมด

885,500 เยน (คอร์ส 1 ปี)

ตีเป็นไทยก็ประมาณ 270,000 บาท!!!

แต่สิ่งที่ต้องจ่ายก่อนไปญี่ป่นก้อนนี้ยังไม่ทำให้ซีดเท่ากับนี่จ่ะ คุณจะต้องมี statement หรือเงินในบัญชี ประมาณ 900,000 บาท!! เกือบล้าน!!!

เงินเก็บแสนกว่าบาทจากการตรากตรำทำพาร์ทไทม์ตอนเรียนมหาลัยของโอชินกลายเป็นเงินกระปุกหมูทันที แต่ยังมีโชคดีเพราะ เจ้าของร้านอาหารที่ทำงานพาร์ทไทม์ เค้าเป็นคนญี่ปุ่นที่สนับสนุนให้ไปเรียนต่อญี่ปุ่นอยู่แล้ว ให้ยืมเงินมาเพื่อทำ statement คือทุกวันนี้ยังเจอเขาอยู่เลยพูดขอบคุณกับเขาเสมอว่าถ้าไม่มีเขา คงไม่มีเราในวันนี้

สุดท้ายโอชินก็จ่ายค่าเทอมทำวีซ่าผ่าน….

และการไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า!! กับเงินติดตัวแค่ 10,000 บาท จึงเริ่มขึ้น!!

ถามว่าทำไมเอาเงินติดตัวมาแค่นี้ ?

เอ้าก็เงินหมดแล้วจ๊าาา

จ่ายค่าเทอมเบิ๊ดดแล้วเด้อออ

เรียนต่อญี่ปุ่น
นี่คือเป็นรูปตอนเพื่อนๆเดอะแก๊งค์มาส่งที่สนามบินค่ะ

คืออุปสรรคที่เจอนี่ตั้งแต่ตอนอยู่สนามบินสุวรรณภูมิเลยจ้า โอชินเองบินกับสายการบิน JAL หรือ ANA นี่แหละคือจำไม่ได้จริงๆ55555

แล้วกฎของสายการบินตอนนั้นคือโหลดกระเป๋าได้ 40 กิโลแต่ว่าต้องแยกเป็น 2 ใบ โอชินคือขนน้ำปลาเอย ผงทำอาหารเอย มาม่าเอย ขนไปจัดเต็มแล้วอัดไปในกระเป๋าใบเดียวเด้อค่า (เพราะทางโรงเรียนแจ้งว่าจะต้องเดินทางจากสนามบินไปที่พักด้วยรถไฟ เลยคิดว่าใบเดียวน่าจะสะดวกกว่า)

แต่ปรากฎว่า น้ำหนักต่อหนึ่งใบต้องไม่เกิน 20 กิโล ใดใดคือโชคดีมาก วันนั้นหนึ่งในเพื่อนคนสนิทนางพกกระเป๋าเดินทางมาในรถด้วย เลยต้องยืมกระเป๋านางข้ามประเทศมา

ยืมมาหลายปีแล้วถึงตอนนี้ยังไม่ได้คืนเลย55555

อ่ะสุดท้ายก็ได้บินขึ้นเครื่องเหินฟ้าสู่แดนปลาดิบอย่างปลอดภัย~

เราสามคนกับ “เตียงสองชั้น” และ “ซอกข้างเตียงของฉัน”

พอเท้าเยียบบนผืนแผ่นดินแดนอุทัยทิพย์ ก็เจออาจารย์ผู้หญิงมารับที่สนามบิน แต่…กระเป๋าเดินทางโอชินหนัก 40 โล กว่าจะถึงสถานีของหอพักที่ Ostuka Station สาย Yamanote line ยังต้องเดินต่อไปถึงตัวหอพักอีกเกือบ 10 นาที คือ ลากกันมันส์มากๆ 10 นาทีคือเดินตัวเปล่านะคะ

แต่โอชินต้องลากกระเป๋าใบโตก็นั่นแหละจ่ะ 20 นาทีปังๆ หอบแดกค่ะ รอไร55555 ตอนนั้นหนาวนะนั่นมาช่วงตอนเดือน ธันวาเอ๊ะหรือมกราหว่า5555 เออแถวๆนั้นแหละค่ะ

พอถึงหอแล้วอาจารย์ก็พาไปเปิดบัญชีธนาคาร พาไปทำฮังโกะ (ตัวปั๊มตรายางเป็นชื่อของเราใช้แทนลายเซ็น) พาไปทำบัตรต่างด้าว แต่เรื่องตรงนี้ถือว่ายังไม่ทำให้จิตใจของหญิงสาวผู้แข็งแกร่งอย่างโอชินสะเทือน (ยกเว้นบันไดสูงชันตอนขึ้นห้อง)

เรียนต่อญี่ปุ่น
บันไดนี้นั้นไซร้า ตอนมาวันแรกก็เหนื่อยแบกของ ชินแล้วก็เหนื่อยเพราะเมาปีนไม่ไหว55555

เอาจริงๆเรื่องบันไดมันกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ เล็กพริกขี้หนูไปเลยเมื่อเปิดผ่างเข้ามาเจอสภาพห้อง!!!!!

เรียนต่อญี่ปุ่น
นี่ถอยมาถ่ายแบบหลังติดกำแพงแล้วนะ ห้องเล็กมว้ากก

คือไร๊ ???ทางโรงเรียนแจ้งว่าห้องหนึ่งนอน 2-3 คน ซึ่งห้องเรา 3 คนจ่ะ แต่เปิดออกมาคือมีแค่ 2 เตียง

คนรัสเซีย 1

คนพม่า 1

ไทยแลนนนนนด์ 1

แล้วทั้ง 2 เตียงมีของกองอยู่ทั้งสองเตียง แม้อาจารย์จะแจ้งว่าคุณเมทรัสเซียจะเรียนจบในเดือนหน้าแต่ก็ไม่ใช่วันนี้…ไม่ใช่เวลานี้…….

แล้วโอชินต้องนอนตรงไหน…..?

เรียนต่อญี่ปุ่น
ผ่าม!!!

นี่เรียกว่าพื้นหรือเปล่า ใช่พื้นเย็นๆหรือเปล่า….?

ความยุติธรรมไม่มีในโลก 😊 จ่ายเงินเท่ากันแต่ต้องนอนพื้นซะงั้นอ่ะ ต้องขนของมาซอกข้างเตียงตรงนี้เพราะ ทำอะไรกับช่องแคบมัลลิกาไม่ได้ ยอมรับชะตากรรมได้อย่างเดียว….ชีวิตเรียนต่อญี่ปุ่นของนี่ เริ่มต้นได้ดีม๊าก

 พา “ล่า” งานพาร์ทไทม์ต่อชีวิตในญี่ปุ่น

แม้จะมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นแต่ถ้าไม่ได้งานทำตั้งแต่อาทิตย์แรกที่ไปถึงต้องอดตายแน่ๆ

กำเงินมาแค่ 30,000 เยนในเมืองที่ค่าครองชีพไม่ใช่เล่นจะอยู่ได้นานเท่าไหร่กันเชียว แต่ในความเวิ้งว้างก็ยังมีความโชคดีเมื่อเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เคยทำพาร์ทไทม์ เขาเห็นว่าขยัน อดทน สู้งาน เลยฝากเข้าที่ร้านอิซากายะเล็กๆ

(ซึ่งอยู่ในโตเกียวไม่พอ ยังใกล้หอพักด้วย!)  นัดสัมภาษณ์เลยทันที หลังโอชินไปถึงญี่ปุ่นได้ 3 วัน  !! เร็วสุดไรสุด !

ปรากฎว่าสัมภาษณ์ผ่านด้วยเด้อออ เพราะเจ้านายเก่าเขาไปโม้ไว้ให้เจ้าของร้านที่ญี่ปุ่นฟังว่า เราเคยเป็น Manager ร้านที่ไทย เอ้าาาา เอาหน่อยเว้ยย

รับบทนาง”นางทอแหละ”หน่อย5555555

เอาเป็นว่าได้งานที่นี่เป็นที่แรกแล้วได้เริ่มทำอาทิตย์นั้นเลย อาทิตย์ละ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ทำตั้งแต่ 17:00-24:00

จุกๆไปเล๊ยยย แล้วข้อดีของร้านนี้คือรับเงินสดจ้า!!!! คือมันไม่เข้าระบบ นั่นแปลว่ามันจะไม่ถูกนับรวมใน 28 ชั่วโมงตามกฎเว่ยเหยยย (ไม่ควรลอกเลียนแบบนะคะ มันอาจมีความเสี่ยง)

เรียนต่อญี่ปุ่น
กับข้าวมื้อแรก แต้มจากบุญเก่าที่ทำมามีคนเลี้ยงค่ะ!!

เอาจริงๆนะ คือต้องบอกก่อนว่าโอชินแต้มบุญค่อนข้างสูง สมัยอยู่ไทยได้รู้จักกับคนญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ตอนทำพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย

ซึ่งนั่นมันทำให้ได้นามบัตรจากคนญี่ปุ่นมาเยอะมากๆ ซึ่งแต่ละคนตำแหน่งไม่เบาเลย

และแน่นอนโอชินเอานามบัตรพวกเขามาทั้งหมด!!5555 พอได้งานที่แรกแล้วก็ยังไม่อยู่เฉยเด้อ คิดว่าปากท้องยังต้องเดินต่อไป

อย่างนัอยๆให้เขาพาไปเวลคั่มทูแจแปน เลี้ยงข้าวสักมื้อสองมื้อละเผื่อเขามีคอนเนคชั่นกับร้านอาหารหรือใดใดก็น่าจะทำให้ได้งานเพิ่ม

รอช้าอยู่ใย โอชินเอานามบัตรของทุกคนออกมากางและนั่งเมลล์หาทีละคนเลย!!!

หลังจากนั่งเมลล์หาพวกเค้าด้วยภาษาอังกฤษปนๆญี่ปุ่น (พร้อมๆกับการปัด Tinder เผื่อได้คนเลี้ยงข้าวระหว่างหางาน) โชคก็เข้าข้างอีกเว้ยยเหยย(เห็นมะบอกแล้วแต้มบุญสูงลิ่ววว)

มีคนญี่ปุ่น 2คนเมลล์กลับมาหาว่าจะแนะนำงานพาร์ทไทม์ให้! ถ้ารวมกับของที่เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไทยแนะนำด้วยจะได้สัมภาษณ์งานล่อไปถึง 3 ที่รวด!

มอบมงให้อิช้านค่ะๆๆๆๆๆๆ 555555

เรียนต่อญี่ปุ่น
นี่คือร้านแรกที่โอชินได้งานจ้า เจ้าของร้านและขุ่นแม่อิฉันชักภาพร่วมกัน555

“ล่า”พาร์ทไทม์ที่แรกสำเร็จ

งานแรก ทำงานอาทิตย์ละ  3 วัน วันละ 7  ชั่วโมงทำตอน 17:00-24:00 ค่าแรงชั่วโมงละ 1,000 เยน

ไม่รวมค่ารถไปกลับ

ซึ่งตารางเรียนภาษาญี่ปุ่นของโอชินคือ

จ-ศ 9:00-12:00 ไม่ต้องห่วงว่างานแน่นจนไม่ได้เรียน คือตารางเรียนมันน้อยเหลือเกิน น้อยเหมือนตั้งโรงเรียนมาเพื่อให้ทำงาน55555

“ล่า”พาร์ทไทม์งานที่ 2

เรียนต่อญี่ปุ่น
ภาพสถานที่ทำงานที่ 2 งานนี้โอชินทำอะไรน๊า??

งานที่ 2 ครูสอนภาษาอังกฤษให้พนักงานบริษัททำเกี่ยวกับ business consultant แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งตัวโอชินเองเรียนจบมหาลัยเอกชนชื่อดังย่านบางบ่อ Major อังกฤษมาเลยพูดได้สบายบรื๋อ ?? (ใช่หรอวะ5555)

งานนี้ทำอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ค่าแรงชั่วโมงละ  1,000 เยน หนุกหนานหรรษามากก

ที่นี่คือเป็นที่ที่ทำได้ประมาณแค่ 6 เดือนแล้วไม่ได้ทำต่อเพราะค่าแรงโดนหักภาษีแล้วเหลือค่อนข้างน้อย

แถมเวลาชั่วโมงทำงานก็น้อยด้วยเพราะ พนง ยุ่งมากไม่มีเวลามาเรียนเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่าที่นี่ไม่ธรรมดา ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้อยากบอกว่า คอนเนคชั่นมันสำคัญมาก

บางทีคนที่คุณคิดว่าคุณจะไม่ได้กลับมาเจอพวกเขาอีก คนคนนั้นอาจจะกลายเป็นคนที่มีพระคุณกับคุณมากๆก็ได้ ทำไมน่ะหรอ? อ่านให้จบถึงบรรทัดสุดท้ายสิเดี๋ยวรู้…

พา”ล่า”พาร์ทไทม์งานที่ 3

เรียนต่อญี่ปุ่น
บรรยากาศสถานที่ทำงานที่ที่ 3

งานที่ 3  พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารญี่ปุ่นกึ่งฟิวชั่น มีความเก๋ความคูล สิ่งที่กิ๊บเกร๋อินดี้มากในร้านนี้มีตู้ปลาตู้ใหญ่กว่าพื้นที่ที่นอนที่หอซะอีก (ทรหดแค่ไหนถามใจ) คือต้องชงเครื่องดื่มแบบบาร์เทนเดอร์ด้วย

ถ้าจำไม่ผิดทำงานที่นี่อาทิตย์ละ 2 วัน

ทำ  20:00- 24:00 ชั่วโมงละ 1,000 เยน

ไม่ได้ค่ารถนะที่นี่ ไม่รู้ระบบมันยังไงแต่รับเงินสดดิฉันก็โอเควะ แต่ได้อาหารตาดีนะจ้ะเพราะ พนักงานญี่ปุ่นหล่อมาก5555555

พา”ล่า”พาร์ทไทม์งานที่ 4

เรียนต่อญี่ปุ่น

งานที่ 4 อันนี้มีความทรงจำและได้อะไรจากที่นี่เยอะมาก เป็นที่ที่พลิกดินสู่ดาวของโอชินเลยจ้า

เป็นงานที่เชิดหน้าชูตาอิฉันมากๆ5555 มันคืองานบาริสต้าที่ร้านกาแฟโลโก้สีน้ำตาลๆ ที่ถ้าใครเคยมาญี่ปุ่นต้องเคยเห็นเพราะ ร้าน Excelsior cafe (เป็นคาเฟ่ในเครือลูกของร้านกาแฟชื่อ Doutor coffee) ถือว่าดังเทียบเท่าสตาร์บั๊คเลย

ทำงานพาร์ทไทม์ในญี่ปุ่น
รูปนี้คือตอน Manager สอนชงคาปูชิโน่แรกๆ

งานนี่นั้นได้แต่ใดมา?

ได้มาจากบริษัทจัดหางาน เอาจริงคือ เป็นงานแรกที่ได้โดยไม่มีคนฝาก  ไม่มีเส้นใดใด

ซึ่งงานที่นี่คือเป็นจุดที่พัฒนาภาษาได้ก้าวกระโดดที่สุด เพราะทั้งร้านมีแต่คนญี่ปุ่นแล้วมันต้องใช้ภาษาเลเวลที่สูงกว่าพวกร้านอาหารตอนกลางคืน ได้ฝึกทำลาเต้อาร์ต ตรงนี้ Story เยอะมาก มีเรื่องโหด รัก สุข เศร้า ครบรส ตอนนั้นโอชินเลือกที่จะทำงานที่นี่เป็นหลัก ที่ลาออกก็คือ การเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ

เรียนได้ว่าทำที่นี่แทบทุกวันเลย เพราะอะไรน่ะหรอ Manager แม่งงน่าร๊ากกก 55555

เขาเป็นแรงบันดาลใจที่ดี ให้เรากระตือรือร้นอยากไปทำงานมากๆ เรื่องราวที่ร้านนี้ต้องเล่าแยกฉากจริงๆ มันเด็ดทุกตอน มีเรื่องให้เม้าท์ทุกวันอ่ะจริง

ต้องบอกก่อนว่าปกติการจะได้งานในร้าน Cafe ในญี่ปุ่น คุณจะต้องไม่มีรอยสัก ไม่แต่งหน้าจัด ใส่คอนแทคเลนส์สีไม่ได้ และต้องมีระดับภาษาญี่ปุ่นประมาณ N2 ขึ้นไป

ซึ่งโอชินเป็นต่างชาติคนแรกที่เขารับเข้าไปทำงานโดยปราศจากสกิล N2 เด้อค่า

(N (JLPT) คือการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นคล้ายๆ TOEIC อะไรพวกนี้จะไล่มาจาก 5-1 ระดับ 5 คือด๋อยสุดและ 1 คือเทพไปเลยแบบเก่งกว่าคนญี่ปุ่นเจ้าของภาษา5555)

เดี๋ยวไว้จะมาเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์

ทำงานวันแรก และเจอเรื่องราวอะไรบ้างในคาเฟ่แห่งนี้

มาต่อกันที่เรื่องเรียนกันบ้างดีกว่า

เรียนภาษาญี่ปุ่นสุดชิว “หลับได้แต่ห้ามขาดเรียน” 

อ่านไม่ผิดค่ะ 5555 เพราะ มันค่อนข้างจะเรียนซ้ำเดิมจากที่เคยเรียนในมหาลัย (สมัยมหาลัยเรียน minor ญี่ปุ่นมา) ก็เลยขออาจารย์สอบข้ามชั้น พอข้ามขั้นก็ยังมาเจอกับสิ่งที่เคยเรียนแล้วอยู่ดี ทุกครั้งที่เรียนก็จำๆไปสอบไม่ได้ใส่ใจเลยช่างแม่ง คิดซะว่าเรียนไปเหอะ ค่อยฝึกภาษาตอนพาร์ทไทม์แล้วกันวะ!! เพราะภาษาที่เรียนในห้องเรียนมันใช้ไม่ค่อยได้จริงเท่าไหร่

ส่วนใหญ่ทุกคนที่โรงเรียนสอนภาษาก็มีแต่ต่างชาติที่มาทำงาน (ประมาณว่าเอาวีซ่านักเรียนมาเพื่อมาทำพาร์ทไทม์โดยเฉพาะ) เลยจะเจอพวกทำงานกะดึกแล้วมาหลับในคลาสตลอด (แน่นอนว่าโอชินเป็นแบบนั้นด้วย55555)

ซึ่งโรงเรียนที่โอชินไปเรียนก็ไม่ค่อยเคร่งเท่าไหร่ เรียนกันแบบชิวๆ แต่ห้ามขาดเรียนเพราะถ้าขาดเรียนจะมีผลต่อการต่อวีซ่าในครั้งต่อไป หลับไม่ว่าแต่อย่าขาดเรียนเข้าใจ๊??

โชคชะตาพลิกผัน “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตการเรียนต่อญี่ปุ่น”

เรียนต่อญี่ปุ่น

ภาพจาก : https://pantip.com/topic/39798837

ตอนนั้นเรียนใกล้ครบปี บางคนอาจจะคิดว่าเงินที่เอามาเรียนต่อญี่ปุ่น 30,000 เยนคงไม่พอแต่เชื่อไหมว่าจากวันแรกที่มาจนวันนี้ไม่เคยขอเงินที่บ้านอีกเลยนะ พอเริ่มมีก็ส่งกลับบ้านด้วยซ้ำ (ทำงานเยอะวนลูป) เวลาว่างมีหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ถามว่าเราจะไปไหนได้นอกจากผับ อิอิ 

มีรีวิวผับญี่ปุ่นมาให้สายโยก สายตื๊ดด้วย   

หลังจากเรียนที่ญี่ปุ่นมาได้เกือบปีก็สอบ N3 ผ่าน เลยตัดสินใจจะเรียนต่อในญี่ปุ่นอีกปี แต่เป็นการเรียนภาษาไม่ต่อปริญญาโทเพราะ ใช้เงินเยอะ ประกอบกับว่าคลาสที่โอชินเรียนมันตันแค่นั้น โรงเรียนเลยจะเปิดหลักสูตรใหม่ให้เรียนคนเดียวไปเลยในราคาปกติ เห้ยยย โคตรคุ้มอะ ถึงกับหอบเงินจากการตรากตำทำงานพาร์ทไทม์มาจ่ายค่าเทอมทันทีเพราะ ตอนนั้นปลื้มมากกกก

แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นในชีวิตคนเราเสมอ…

มีวันนึงชวนกันไปกินเหล้าในไลน์กรุ๊ปนักเรียนบริษัทที่เคยสอนภาษาอังกฤษ ในกรุ๊ปมีท่านประธานอยู่ด้วย เลยได้ไปเมาๆด้วยกัน โอชินก็พูดลอยๆว่าเนี่ยเรียนจบคอร์สหนึ่งปีแล้ว

มีงานให้ทำบ้างไหมคะ ?

รู้สึกอยากพัฒนาภาษาญี่ปุ่นต่อ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไร ดื่มเสร็จก็แยกย้าย แต่สายที่โทรเข้ามาวันรุ่งขึ้นเนี่ยสิที่พีค

“เรื่องที่พูดเมื่อวานอยากทำจริงไหม ถ้าอยากก็เข้ามาสัมภาษณ์นะ”

อื้อออหืมมมม  ? เอาจริ๊งงงง ?????? 

วันไปสัมภาษณ์คือใส่สูทจัดเต็มมากกกกตามแพทเทิร์นของคนญี่ปุ่นที่หางานเลย โอชินยืมเพื่อนเอา แล้วบุกไปสัมภาษณ์ทันที

พอจบสัมภาษณ์ บริษัทก็บอกวันเริ่มงานและนัดวันไปเปลี่ยนวีซ่าจากวีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าทำงาน

อึ้ง!!!!!!!!!!

ตอนนั้นคือฟีลแบบ ได้งานแล้ว?   ได้แล้วหรอวะ?

นี่เค้าสัมภาษณ์แล้วหรอ?  งงในงง เดินออกมาแบบงงๆ (แต่พอรู้ตัวก็โทรไปกรี๊ดกับแม่ยกใหญ่555555)

ทุกอย่างมันไวมากๆ สิ่งที่ต้องทำต่อไปเมื่อต้องเริ่มงานเดือนหน้าก็คือ ไปลาออกจากโรงเรียน (ที่จ่ายเงินไปแล้วแต่โชคดีมากที่ได้เงินคืน)

ไปไล่ลาออกงานพาร์ทไทม์ทั้งหมด (ที่นึงคือ Manager ร้านกาแฟและเราต้องหลั่งน้ำตา ดราม่ากันมากกเว่ออ นางไม่อยากให้ออกจ้า แน่ดิก็อิชั้นลงชิฟท์งานให้เกือบทุกวันหนิ) ได้ของขวัญร่ำลาเป็นกล่องข้าวกับผ้าเช็ดหน้าที่เค้าบอกว่าต่อจากนี้เธอต้องร้องไห้อีกเยอะ โอ้ววก็อชชชช 

เรียนต่อญี่ปุ่น

ภาพจาก : https://pantip.com/topic/39798837

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสาวน้อยที่พกความมั่นใจกับเงินแค่ 10,000 บาทในกระเป๋า จะมาอยู่ในจุดที่ได้งาน ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นมาเกือบห้าปีแล้ว ผ้าเช็ดหน้าที่เคยได้มาเปื่อยเพราะเช็ดน้ำตาไปกี่ผืน ถ้าจะบอกว่ามาไกลเกินฝันก็คงไม่เกินจริง ทุกคนทำได้แน่ขอแค่คุณมีความพยายาม!!

เรื่องราวการเรียนตลอด 1  ปีเต็มที่ญี่ปุ่นจบแล้ว ถ้าใครชอบญี่ปุ่นสายดาร์คหรือแค่อยากหลังไมค์เม้ามอยตามมาหาโอชินได้ที่

Fanpage : https://www.facebook.com/Oshinpala/

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCp4CssSaJfQdgLF_omgxHzA 

จริงๆแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้เคยเขียนลงเว็บไซต์ Pantip ใครมีแอคเค้าท์ก็ไปเม้นท์ให้กำลังใจกันได้นะงับ

https://pantip.com/topic/39798837

Facebook Comments Box

สาวน้อย Oshin

สาวน้อย「โอชิน」 คนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือแต่ละวันจะพาไป「ล่า」อะไรในญี่ปุ่น?ตามติดชีวิตของโอชิน มาญี่ปุ่นเมื่อไหร่ IB มาได้เลย มาชนแก้วกันสักทีเปิดโลกกว้างยามค่ำคืนกับโอชินกันจ้า5555555

Leave a Reply